ใคร ๆ ก็อยากเป็นเจ้าของรอยยิ้มที่เรียงตัวสวยงาม เพราะรอยยิ้มคือด่านแรกที่สร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็น แต่พอเริ่มหาข้อมูลจริงจัง หลายคนมักเจอปัญหาโลกแตก เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางทันตกรรมเกิดขึ้นมากมายจนเลือกไม่ถูก จนเกิดคำถามในใจว่าแล้วเราควร จัดฟันแบบไหนดี ถึงจะตอบโจทย์ทั้งไลฟ์สไตล์ งบประมาณ และปัญหาฟันของเรามากที่สุด บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกรูปแบบการจัดฟัน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
จัดฟันมีกี่แบบ? แล้วคุณเหมาะกับแบบไหน?
ก่อนจะฟันธงว่า จัดฟันแบบไหนดี เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าปัจจุบันการจัดฟันไม่ได้มีแค่การใส่เหล็กและยางสีสันสดใสเพียงอย่างเดียว เทคโนโลยีทางทันตกรรมพัฒนาไปไกลมาก เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลาย ทั้งเรื่องความสวยงาม ความรวดเร็ว และความเจ็บปวดที่ลดลง ซึ่งหลัก ๆ แล้วสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในไทย ดังนี้
1. จัดฟันแบบโลหะ (Metal Braces)

เมื่อถามว่า จัดฟันแบบไหนดีสำหรับคนที่มีงบประมาณจำกัดและไม่ได้ซีเรียสเรื่องการมองเห็นเครื่องมือ การจัดฟันแบบโลหะคือคำตอบแรกที่หลายคนนึกถึง เป็นรูปแบบดั้งเดิมที่ใช้แบร็กเก็ตโลหะติดบนผิวฟันและใช้ยางโอริง (O-ring) รัดลวดเพื่อดึงฟันให้เคลื่อนที่
ข้อดี:
- ราคาเข้าถึงง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับแบบอื่น
- เปลี่ยนสียางได้ทุกเดือน สนุกกับการเลือกสีสัน
- แก้ไขปัญหาฟันซ้อนเก ฟันยื่น หรือความผิดปกติของการสบฟันได้แทบทุกรูปแบบ
ข้อเสีย:
- ทำความสะอาดค่อนข้างยาก เศษอาหารติดง่าย
- อาจเกิดการระคายเคืองกระพุ้งแก้มจากเหล็กเกี่ยว
- ต้องมาพบทันตแพทย์ทุกเดือน หากผิดนัดฟันอาจเคลื่อนช้า
2. จัดฟันแบบเซรามิก (Ceramic Braces)

ใครยังไม่อยากขยับงบไปสูงมากนัก การจัดฟันแบบเซรามิกถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ รูปแบบการทำงานคล้ายกับแบบโลหะทุกประการ ต่างกันตรงที่ตัวแบร็กเก็ตทำจากเซรามิกสีเหมือนฟันหรือสีใส ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจนในระยะไกล
ข้อดี:
- ดูเป็นธรรมชาติ สุภาพ เหมาะกับคนที่ต้องใช้บุคลิกภาพในการทำงาน
- เครื่องมือมีความแข็งแรง
ข้อเสีย:
- ราคาสูงกว่าแบบโลหะ
- ตัวเครื่องมืออาจแตกหักได้หากเคี้ยวของแข็งมาก ๆ
3. จัดฟันแบบดามอน (Damon Braces / Self-Ligating)

หากโจทย์ของคุณคือ จัดฟันแบบไหนดีที่เจ็บน้อยกว่าและเสร็จไวกว่า การจัดฟันแบบดามอนคือตัวเลือกที่ตอบโจทย์มาก เทคโนโลยีนี้ใช้แบร็กเก็ตชนิดพิเศษที่มีบานพับเปิด-ปิดเพื่อล็อกลวดไว้โดยไม่ต้องใช้ยางรัด ลดแรงเสียดทานในการเคลื่อนฟัน ทำให้ฟันเคลื่อนตัวได้ลื่นไหลและนุ่มนวล
ข้อดี:
- ระยะเวลาการรักษาเร็วกว่าแบบรัดยาง
- เจ็บน้อยกว่าการจัดฟันทั่วไป
- ไม่ต้องมาพบแพทย์บ่อยเท่าแบบโลหะ (ประมาณ 1.5 – 2 เดือนครั้ง)
- ทำความสะอาดง่ายกว่าเพราะไม่มียางรัดให้เศษอาหารไปติด
ข้อเสีย:
- ราคาสูงกว่าการจัดฟันแบบโลหะและเซรามิก
- ไม่สามารถเปลี่ยนสีสันของยางได้ทุกเดือน เหมือนการจัดฟันทั่วไป
4. จัดฟันแบบใส (Clear Aligners)

การจัดฟันแบบใส เป็นการใช้เครื่องมือพลาสติกใสชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ 3 มิติ สามารถถอดออกได้เวลาทานอาหารและแปรงฟัน
ข้อดี:
- ความสวยงามยืนหนึ่ง แทบดูไม่ออกว่ากำลังจัดฟัน
- ถอดทานอาหารได้สะดวก ไม่ต้องงดของชอบ
- แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันได้ปกติ ลดโอกาสฟันผุและเหงือกอักเสบ
- รู้แผนการรักษาและเห็นผลลัพธ์ล่วงหน้าจากโปรแกรม 3D
ข้อเสีย:
- ราคาสูงที่สุดในบรรดาทุกประเภท
- ต้องมีวินัยสูงมากในการใส่เครื่องมือ (ควรใส่ 20-22 ชั่วโมงต่อวัน) หากใส่ไม่ครบเวลา ผลการรักษาจะไม่เป็นไปตามแผน
ตารางเปรียบเทียบ: จัดฟันแบบไหนดี? (ราคา, ระยะเวลา, ความเจ็บ)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าคุณควรเลือกจัดฟันแบบไหนดี ลองดูตารางเปรียบเทียบปัจจัยหลัก ๆ ด้านล่างนี้
รูปแบบการจัดฟัน | ระดับราคา | ระยะเวลาโดยเฉลี่ย | ระดับความเจ็บ/ตึง | การมองเห็นเครื่องมือ |
โลหะ | ประหยัด | 2 – 3 ปี | ปานกลาง – มาก | ชัดเจน (สีสัน) |
เซรามิก | ปานกลาง | 2 – 3 ปี | ปานกลาง | เห็นบ้าง (สีเหมือนฟัน) |
ดามอน | สูง | 1.5 – 2.5 ปี | น้อย – ปานกลาง | เห็นบ้าง (โลหะ/ใส) |
แบบใส | ประหยัด | 3 เดือน – 1ปี *อยู่กับความยากง่ายของเคส | น้อยที่สุด | แทบมองไม่เห็น |
ปัจจัยต้องคิด ก่อนตัดสินใจเลือกรูปแบบการจัดฟัน
การจะเลือกว่า จัดฟันแบบไหนดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความชอบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาปัจจัยรอบด้านประกอบกัน ดังนี้
- งบประมาณในกระเป๋า: เป็นปัจจัยแรกที่ช่วยกรองตัวเลือก หากมีงบจำกัด แบบโลหะจะตอบโจทย์ที่สุด แต่ถ้ามีงบไม่จำกัดและต้องการความสบาย แบบใสจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
- ไลฟ์สไตล์และอาชีพ: หากคุณเป็นดารา พิธีกร หรือแอร์โฮสเตสที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ การจัดฟันแบบใสหรือแบบเซรามิกจะเหมาะสมกว่าแบบโลหะที่เห็นชัดเจน
- วินัยส่วนตัว: คนขี้ลืมหรือกลัวทำเครื่องมือหาย อาจไม่เหมาะกับแบบใสที่ต้องถอดเข้า-ออก
- ความซับซ้อนของปัญหาฟัน: แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า แต่ในเคสที่ฟันซ้อนเกมาก ๆ หรือต้องมีการถอนฟันร่วมด้วย ทันตแพทย์อาจแนะนำเครื่องมือติดแน่น (โลหะ/ดามอน) เพราะควบคุมทิศทางได้แม่นยำในเคสยาก
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนจัดฟัน
เมื่อตัดสินใจได้คร่าว ๆ แล้วว่า จัดฟันแบบไหนดี ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมสภาพช่องปากให้พร้อม
- ปรึกษาทันตแพทย์: เพื่อตรวจโครงสร้างใบหน้า ขากรรไกร และรูปแบบฟัน
- เอกซเรย์และพิมพ์ปาก: เก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการรักษาที่แม่นยำ
- เคลียร์ช่องปาก: ขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน (ถ้าจำเป็น) หรือผ่าฟันคุด เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคระหว่างการเคลื่อนฟัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
จัดฟันแล้วหน้าเปลี่ยนจริงไหม?
มีโอกาสเป็นไปได้ โดยเฉพาะในเคสที่ฟันยื่นมาก ๆ หรือมีการถอนฟันร่วมด้วย เมื่อฟันยุบลง รูปปากจะดูเล็กลง คางอาจดูชัดขึ้น ทำให้โครงหน้าโดยรวมดูเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่ในเคสที่จัดเพื่อปิดช่องว่างเล็กน้อย โครงหน้าอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงชัดเจนนัก
จัดฟันแบบไหนเสร็จเร็วที่สุด?
การจัดฟันแบบดามอนและการจัดฟันแบบใส (Invisalign) มักใช้เวลาสั้นกว่าแบบรัดยางปกติประมาณ 3-6 เดือน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเคสและวินัยของคนไข้เป็นสำคัญ
อายุมากแล้ว 30+ ยังจัดฟันได้ไหม?
จัดได้แน่นอน การจัดฟันไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุสูงสุด ตราบใดที่เหงือกและกระดูกรองรับฟันยังแข็งแรง คนวัย 30+ หรือ 40+ ก็สามารถจัดฟันได้ เพียงแต่การเคลื่อนตัวของฟันอาจช้ากว่าวัยรุ่นเล็กน้อย
สรุปบทความ
การเลือกจัดฟันแบบไหนดีนั้น ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะแต่ละรูปแบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่ต่างกัน สิ่งสำคัญคือการประเมินความต้องการของตัวเองให้ชัดเจน ทั้งเรื่องงบ เวลา และการใช้ชีวิต เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและมีความสุขตลอดระยะเวลาการรักษา
หากคุณยังลังเลและต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ที่ Konvy Dental Clinic เราพร้อมดูแลคุณด้วยทีมทันตแพทย์มากประสบการณ์ที่เข้าใจความต้องการของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการจัดฟันแบบใส วีเนียร์ หรือทันตกรรมทั่วไป คลินิกของเราออกแบบมาให้มีความเป็นส่วนตัว บรรยากาศผ่อนคลาย เพื่อให้ทุกครั้งที่คุณมาทำฟันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ปรึกษาเราวันนี้เพื่อรอยยิ้มมั่นใจในแบบที่เป็นคุณ
- Konvy Dental Clinic สาขา อารีย์ โทร. 093-329-9282 หรือ 096-119-1164
- Konvy Dental Clinic สาขา ตะวันนา บางกะปิ โทร. 093-329-9282 หรือ 065-887-8191